fbpx

[email protected] 2019 : เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน Talk สำหรับเยาวชนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี กับงาน [email protected] 2019 ซึ่งเป็นเวทีของเด็กไทยที่สร้างขึ้นจากความเชื่อที่ว่า เด็กไทยมีของและมีไอเดียที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ และสามารถแสดงศักยภาพได้จริง จึงจัดเวทีนี้ขึ้นมานั่นเอง โดยยังได้จัด TED Club ขึ้นในโรงเรียนต่างๆ และแสดงพื้นที่ให้เด็กเข้ามาลองเรียนรู้ร่วมกับครูอีกด้วย

สำหรับธีมงานในปีนี้ใช้ชื่อว่า “Now Playing” โดยเปรียบเสมือนเสียงของเด็กไทยที่กำลังพูด เล่า หรือแสดงออกทางความคิดอย่างอิสระ โดยที่เสียงของเด็กๆ เหล่านั้นต่างเคยถูก “Pause” มาก่อนนั่นเอง และวันนี้ Modernist Thailand ก็นำมุมมองจาก Talk ของแต่ละท่านมาฝากกัน ไปติดตามกันได้เลย

เริ่มต้นที่ “น้องแนน” เด็กธรรมดาๆ ที่เคยใช้ชีวิตในครอบครัวอย่างมีความสุข มีพ่อแม่พร้อมหน้า แต่ถึงวันหนึ่งกลับมีอุปสรรคมาทำให้ครอบครัวของเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล และน้องเรียกสิ่งนี้ว่า “ทางเลือก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนมีแต่ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่และคุณค่าของมัน น้องแนนพูดถึงตอนหนึ่งว่า “เรารู้ตัวและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองแล้วรึยัง?” ซึ่งเรามีการตัดสินใจตลอดเวลา แต่เราไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง ฉะนั้นเราไม่ควรที่จะละเลยเรื่องเล็กๆ เพราะความคิดและประสบการณ์เกิดจากการตัดสินใจในอดีต

ต่อกันด้วย “น้องรัน” ที่มาพูดถึงสิ่งที่เรามักคุ้นชินกันเป็นประจำนั่นก็คือ “การเหยียด” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำกันตลอดเวลา และเรามักมองข้ามมันไปจนเป็นนิสัย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำและเราไม่ควรปล่อยผ่าน น้องรันพูดถึงตอนหนึ่งว่า เรามักมองว่าประเทศไทยยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ในสังคมแท้จริงกลับมีการเหยียดกันในบางเชื้อชาติกันอยู่พอสมควร สิ่งที่เราควรทำคือเปิดใจยอมรับความแตกต่างและเลิกเหยียด เพื่อทำให้สังคมยอมรับความแตกต่างได้

หลังจากนั้นเป็นตาของ “น้องภูมิ” ที่เริ่มต้นพูดถึงเรื่อง “เพราะทุกคนมีเวทมนตร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้” น้องภูมิเล่าให้ฟังถึงแนวคิดในการที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยใช้ทักษะในการคิด วิเคราะห์ และลงมือทำแบบที่ทุกคนสามารถลงมือทำได้เลย โดยยกตัวอย่างการเปลี่ยนวิธีการเรียนในห้องเรียน โดยใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยทำให้การเรียนสนุกขึ้นนั่นเอง

ต่อกันด้วย “น้องกิ๊ก” การเดินทางบนถนนที่ไม่รู้จุดสิ้นสุดของกิ๊ก เด็กหญิงที่ลาออกจากระบบการศึกษาไทย และมาเป็นนักเขียนอยู่ที่เว็บไซต์ Spaceth.co น้องกิ๊กเล่าถึงประสบการณ์ความเจ็บปวดที่น้องพบเจอ ซึ่งเปรียบเสมือนก้อนหินที่แบกอยู่ในกระเป๋าเป้ที่สะพายมาตลอดทาง ที่ผ่านมา กิ๊กต้องพบเจอกับปัญหาต่างๆ ทั้งการถูกกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต จนตนเองไม่สามารถปลดล็อกออกจากโลกแห่งความโหดร้ายเหล่านั้นได้ จนกิ๊กเลือกที่จะคุยกับคุณหมอ และโชคดีที่คุณหมอรับฟังอย่างไม่ตัดสิน นั่นทำให้กิ๊กเข้าใจตนเองมากขึ้นอีกระดับหนึ่งอีกด้วย

คนต่อมาคือ “น้องป๋อ” อดีตเด็กหนุ่มผู้เกเร ติดบุหรี่ติดเหล้า ซึ่งป๋อเป็นตัวแทนของเด้กและเยาวชนอีกหลายคนที่ต้องพบเจอความท้าทายต่างๆ มากมายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สิ่งที่ป๋อและเด็กทุกคนต้องการมากที่สุด นั่นก็คือ “การยอมรับ” และนั่นทำให้เขาตัดสินใจเริ่มใหม่อีกครั้งในที่สุด

และหลังจากนั้นต่อด้วย “น้องลิลลี่” ลิลลี่เป็นเด็กที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 8 ปี และทำมาอย่างต่อเนื่องถึง 4 ปี น้องมีความตั้งใจในการที่จะรณรงค์ให้คนลดใช้ Single-use Plastic เพื่อทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นและลดขยะในที่สุดได้นั่นเอง

ในช่วงบ่าย เริ่มต้นกันต่อที่ “น้องเวโรนิก้า” สาวน้อยผู้เลือกเส้นทางเดินตามเสียงหัวใจ หลงไหลในการแสดง เต้น ร้องเพลง และการแต่ง Drag Queen แต่ที่บ้านเธอไม่สนับสนุนให้เธอเป็น LGBT เธอจึงสร้างโลกขึ้นมาสองใบ โลกใบหนึ่งถูกทำให้สามารถทำตามฝันและอีกใบสร้างขึ้นเพื่อเป็นคนที่รัก เธอระบายผ่านไดอารี่ว่า “ฉันแค่อยากเป็นคนธรรมดาที่สามารถดูแลคนที่รักและทำในสิ่งที่ฉันรัก ไม่มีใครอยากมีโลกสองใบ ทุกคนอยากมีโลกใบเดียว”

ต่อกันด้วย “น้องใบเฟิร์น” หลายคนเคยได้เกรด 3.99 บ้างใช่ไหม และหลายคนอาจจะดีใจถ้าได้เกรดระดับนี้ แต่กลับเด็กหญิงคนนี้ เธอกลับร้องไห้เป็นอาทิตย์ เพราะเธอได้เกรด 3.99 เธอถูกแรงกดดันว่าเธอจะต้องเรียนเก่ง ต้องดีกว่าพ่อแม่ และต้องเป็นหมอ เธอแบกรับความคาดหวังจากคนในครอบครัว เพื่อน และจากตัวเอง จนเธออยากเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ คำพูดที่ใบเฟิร์นเจอ มักจะมีอยู่ 3 แบบ คือ คาดหวัง เปรียบเทียบ และดูถูก ซึ่งสิ่งที่ต้องการจริงๆ ก็คือคำพูดที่พร้อมจะยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ยอมรับในสิ่งที่เราเลือก

และยังคงต่อด้วย “น้องเดี่ยว” ซึ่งเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่มีความสุขกับการอ่านหนังสือประวัติศาตร์ และสามารถพูดถึงมันได้เป็นชั่วโมงๆ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับลดน้อยลง เมื่อน้องเดี่ยวกลับเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาไทย น้องเดี่ยวพูดถึงตอนหนึ่งว่า “ประวัติศาตร์คืออดีต และปัจจุบันคือผลพวงจากอดีต” การวิพากย์ประวัติศาตร์ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ที่เข้าใจในสังคมมากขึ้นนั่นเอง

หลังจากนั้นเป็นตาของ “น้องฮับ” ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ที่เราอยากยกขึ้นมาใน Talk ของน้องฮับที่คิดว่าน่าสนใจที่สุด นั่นก็คือการที่น้องยกประโยคนี้ขึ้นมาพูดในตอนท้ายของงาน อย่าง “Ideas are not for dreaming, It’s for doing” หรือไอเดียไม่ได้มีไว้เพื่อฝัน แต่ไอเดียมีไว้ให้ลงมือทำนั่นเอง น้องฮับเป็นเด็กไทยคนเดียวที่เข้ารอบ 20 คนสุดท้ายของโครงการ Google Science Fair ซึ่งน้องประดิษฐ์เครื่องช่วยฟังสำหรับผู้พิการทางการได้ยินในชื่อ EarZ และมีแผนจะวางขายเชิงพาณิชย์ในเร็วๆ นี้อีกด้วย

และจบด้วยทอล์กของ “น้องอู๊ด” เด็กชายผู้เลือกฉีกกรอบจากสังคมที่จำกัดเขาในฐานะคนตาบอด แม้น้องอู๊ดจะมีปัญหาด้านสายตาตั้งแต่เกิด แต่เขากลับไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ตัดสินใจเข้าแข่งขันรายการดังระดับประเทศจนสามารถมีเพลงเป็นของตนเองได้นั่นเอง น้องอู๊ดกล่าวไว้บนเวทีว่า “ทุกอย่างถ้าไม่ได้ทำ มันก็คงจะดับสนิท” ทำไมสังคมต้องจัด Positioning ให้กับตัวเขาด้วย ทำไมต้องสงสาร ทำไมต้องคิดว่าไม่ปกติ เขาเชื่อว่าการได้ลองทำอะไรสักอย่าง ถึงจะเจ็บปวด แต่อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำ

เชื่อเหลือเกินว่าใครที่ได้ฟัง Talk ที่น้องๆ ขึ้นมาพูด หลายคนอาจจะมองเยาวชนแตกต่างจากเดิมไป และอย่างน้อยเราก็คิดว่าหลายคนน่าจะเข้าใจความเป็นเด็กในยุคปัจจุบันมากขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญคือ เข้าใจและยอมรับพวกเขาที่เป็นพวกเขาจริงๆ กันด้วยนะครับ และเร็วๆ นี้เตรียมตัวพบกับ 3 Speaker ที่จะมาสัมภาษณ์ลง Modernist Thailand ยังไงติดตามกันด้วยนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *