fbpx

เราเสี่ยงติดเชื้อ Covid 19 กันมากแค่ไหน? : โอกาสติดเชื้อ Covid 19 ความเสี่ยง และนิยามศัพท์ต่าง ๆ ของกลุ่มเสี่ยง

3 Point of Issue.

– Covid-19 เป็นโรคที่แพร่กระจายได้ในระยะที่ใกล้ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อชนิดนี้มากที่สุดคือ กลุ่มที่เรียกว่า “ผู้สัมผัสใกล้ชิด (Closed Contact)” ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าโรคชนิดนี้แพร่กระจายได้ทางอากาศ (Airborne)
– แม้ไวรัสชนิดนี้สามารถสร้างความเสียหายภายในร่างกายได้มาก แต่มีรายงานว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายและฟื้นตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล
– การรักษาสุขอนามัยตนเองให้ดีที่สุด อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันตัวเองและผู้อื่นมิให้เป็นพาหะของโรค Covid 19 ได้ดีที่สุด


ความไม่รู้ ทำให้คนตื่นตระหนก

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid 19 ในประเทศไทยและของโลก ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ว ๆ นี้ ซ้ำร้าย ยังบานปลายมากยิ่งขึ้นในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยเอง พบว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันถึงหลักร้อยรายแล้ว โดยรายงานเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พบว่า มียอดผู้ติดเชื้อสะสมกระจายตัวถึง 48 จังหวัด จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร โดยพบการแพร่ระบาดจากสนามมวยและสถานบันเทิงเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด

เรื่องที่น่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากจะเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดเองแล้ว ยังมีเรื่องของความสับสนในการรับข่าวสารและความเข้าใจเกี่ยวกับโรค Covid 19 ของประชาชน แม้ว่าความเข้าใจของประชาชนบางกลุ่มอาจช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้ แต่ความตระหนก ความเข้าใจผิด และความหวาดกลัวที่มากจนเกินเหตุนั้น อาจนำไปสู่การป้องกันหรือแก้ปัญหาที่เกินกว่าเหตุได้ รวมถึงทำให้เกิดภาวะตึงเครียดและกระทบกับสุขภาพจิตได้ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ อาจทำให้สถานการณ์การรับมือ Covid 19 ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

Covid เป็นโรคที่ติดต่อกันระยะใกล้ ไม่ใช่โรคที่แพร่กระจายทางอากาศ

1 ในข่าวปลอมที่ทำให้ประชาชนสับสนกันมากที่สุด คือ ลักษณะการแพร่ของไวรัสชนิดนี้ ซึ่งมักถูกเข้าใจกันว่าเป็นเชื้อที่สามารถแพร่ทางอากาศได้ (Airborne) เหมือนกับเชื้อวัณโรค และโรคหัด เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็หมายความว่าเชื้อชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายสูง และป้องกันได้ยากยิ่งกว่าแนวทางป้องกันที่กระทรวงสาธารณสุุขให้คำแนะนำไว้ ความเข้าใจผิดเช่นนี้จึงทำให้ประชาชนหวาดกลัวไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้ยิ่งกว่าเดิม

สำหรับความสับสนดังกล่าวนั้น อาจเป็นไปได้ว่า เกิดขึ้นจากการตีความลักษณะอาการของโรค ที่จัดว่าเป็นโรคทางเดินหายใจและปอด จึงน่าจะมีการติดเชื้อกันทางอากาศได้ แต่ในปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันได้ว่าโรค Covid 19 เป็นโรคที่สามารถติดต่อทางอากาศได้ และกลุ่มแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ยืนยันแล้วว่า Covid 19 ติดต่อกันได้ในระยะใกล้ กล่าวคือ ติดต่อกันผ่านการสัมผัส (Contact) และผ่านละอองฝอย (Droplet) ซึ่งเป็นละอองที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 5 ไมครอนขึ้นไป เช่น ละอองเสมหะ ละอองสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งละอองเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วจะฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศได้ในเวลาสั้น ๆ และฟุ้งออกไปได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น จึงเป็นที่มาของคำแนะนำในการป้องกันตัวเอง ที่ให้รักษาระยะห่างระหว่างกันมากกว่าหรือเท่ากับ 2 เมตร

ฉันเสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อแค่ไหน? โอกาสติดเชื้อพิจารณาจากอะไร?

แม้ว่า Covid 19 จะเป็นโรคที่มีประสิทธิภาพในการแพร่ค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นโรคที่แพร่กระจายได้ในระยะทางใกล้ ๆ เท่านั้น จึงมักแพร่ได้ดีในกลุ่มที่เสี่ยงอย่าง ผู้สัมผัสใกล้ชิด (Closed Contact) นั่นเอง

เงื่อนไขของการเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิด

  1. ได้มีการสัมผัสใกล้ชิดหรือพูดคุยในระยะใกล้กว่า 1 เมตร และนานเกิน 5 นาที
    นั่นหมายความว่า คนที่เดินสวนทางกัน หรือผู้ร่วมงานที่ไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กันนาน ไม่นับว่าเป็นกลุ่มสัมผัสใกล้ชิด โอกาสที่จะติดเชื้อกันมีน้อยมาก (ต่อมา แนวทางป้องกันดังกล่าว ได้กลายเป็นมาตรการที่เรียกว่า Social Distancing)
  2. ถูกไอหรือจามใส่ โดยที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกัน
  3. อยู่กับผู้ป่วยในพื้นที่ปิด อากาศไม่ถ่ายเท โดยไม่มีเครื่องป้องกัน และเรามีระยะห่างกับผู้ป่วยน้อยกว่า 1 เมตร และนาน 15 นาที

จากเงื่อนไขข้อ 2 และ 3 ปัจจุบัน จึงได้มีการสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับแนวทางการป้องกันตัวเองเบื้องต้น นั่นคือ แม้จะไม่ใช่ผู้ป่วยเอง แต่หากเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง หรืออยู่ในสถานะที่ยากจะรักษาระยะห่างกับผู้คน ให้เราสวมใส่หน้ากากอนามัยไว้เสมอ และควรล้างมือทุกครั้ง เมื่อมีโอกาส

หากพบว่าตนเองเข้าข่ายเงื่อนไขของการเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิด แนวทางที่ถูกต้องเบื้องต้นคือ การกักตัวและสังเกตอาการของตนเองอยู่ที่บ้านเป็นระยะเวลา 14 วัน หากนึกได้ว่าตัวเองเคยสัมผัสกับใครหลังจากที่เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดแล้ว ให้ติดต่อหรือบอกกล่าวกับผู้นั้นให้ทำแบบเดียวกันกับคุณด้วยครับ

เมื่อติดเชื้อแล้ว ต้องสังเกตอาการอย่างไรบ้าง? อาการรุนแรงแค่ไหน?

เรื่องของ “อาการ” ถือเป็น 1 ในประเด็นสำคัญ ที่ประชาชนให้ความสนใจกันมาก เนื่องจากแต่ละสำนักข่าว หรือแม้แต่หน่วยงานราชการเอง ก็ใช้เกณฑ์บ่งชี้อาการ Covid 19 ที่แตกต่างกันไป และยิ่งนานวันเข้า ก็มักจะมีข่าวของผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการน้อยกว่าเกณฑ์ที่ระบุไว้ ดังนั้น แทนที่จะสังเกตตัวเองได้ทันที กลับกลายเป็นว่า ต้องตรวจด้วยน้ำยาชนิดพิเศษจากหน่วยงานสาธารณสุขเท่านั้น จึงจะยืนยันได้ว่าตัวเองติดเชื้อแล้ว จึงยิ่งเพิ่มความกังวลและความตระหนกแก่ประชาชนผู้ติดตามข่าว

ข้อเท็จจริงของ “อาการ” เมื่อมีการติดเชื้อแล้ว สามารถเป็นได้ตั้งแต่ “ไม่มีอาการเลย” ไปจนถึง “มีอาการหนัก จนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ” แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการที่มักสังเกตได้ คือ อาการไข้และอาการของทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ มีน้ำมูก และหายใจหอบเหนื่อย แต่ทั้งนี้ ต้องประกอบกับกิจกรรมหรือพฤติกรรมเสี่ยงที่เราพึ่งทำมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เช่น พึ่งเดินทางกลับมาจากกลุ่มประเทศเสี่ยง หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีการยืนยันแล้วจากหน่วยงานสาธารณสุข หรือ รวมกลุ่มอยู่ในสถานที่แออัด เนื่องจากอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น อาจเป็นแค่อาการไข้ธรรมดา หรืออาการอักเสบอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับ Covid 19 ก็ได้

ข่าวที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนที่สุดคือ “เมื่อติดเชื้อแล้ว ปอดจะถูกทำลาย และไม่สามารถฟื้นสภาพได้อีก”โดยอาจเป็นการพบเห็นรูปภาพผลการเอ็กซเรย์ปอดแล้วทำให้คนตื่นตระหนก เป็นต้น สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น จริง ๆ แล้ว แม้ไวรัสชนิดนี้จะทำลายอวัยวะทางเดินหายใจ โดยเฉพาะปอดจริง แต่คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อชนิดนี้ จะสามารถหายได้เองและฟื้นตัวได้ในที่สุด (รวมถึงอวัยวะภายในต่าง ๆ ด้วย) รายงานจากสำนักข่าวประเทศจีนระบุว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อมีอาการไม่รุนแรง และกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงและฟื้นตัวยาก คือกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป

การรักษาสุขอนามัยที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด

ข้อแนะนำสำหรับการสังเกตอาการที่เหมาะสมที่สุด คือ ไม่ต้องใส่ใจเรื่องการสังเกตอาการมากนัก ยกเว้นว่าท่านเป็นบุคคลที่พึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยงตามที่ได้มีการประกาศไว้ หรือมีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ และไปอยู่ในพื้นที่แออัด สิ่งที่ควรทำคือ ให้กักตัวเองในบ้าน (Self home Quarantine) เป็นเวลา 14 วัน และงดการพบปะผู้คน โดยให้สังเกตอาการตัวเองเบื้องต้นตามที่กล่าวไว้ หากพบว่ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้รีบติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้านแล้วแจ้งข้อมูลต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

แต่หากท่านไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงอะไรในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่ก็ตาม ให้รักษาสุขอนามัยเบื้องต้นตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น การกินร้อน ใช้ช้อนตัวเอง หมั่นล้างมือทุก ๆ ครั้งที่เปลี่ยนกิจกรรม และรักษาระยะห่างกับคนในครอบครัวและคนอื่น ๆ ที่พบปะกันอย่างน้อย 2 เมตร (Social Distancing) หากพบว่าตัวเองมีอาการไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ให้ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นติดเชื้อจากเรา ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปพบแพทย์ เนื่องจากโรค Covid 19 นี้สามารถหายได้เองหากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอจนร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันไปกำจัดเชื้อโรคนี้ได้ โดยท่านสามารถประเมินตัวเองเบื้องต้นได้ด้วยแอพลิเคชันของโรงพยาบาลราชวิถีนี้ http://rajavithi.emergencymed.net/corona/ แต่หากพบว่าตนมีอาการรุนแรงหรือมีอาการเรื้อรังเกิน 1 สัปดาห์ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ครับ

แนวทางหนึ่งที่มีการพูดถึงกัน และค่อนข้างที่จะเป็นแนวปฏิบัติที่ดีมาก ๆ คือ การปฏิบัติตัว ให้เหมือนกับว่าทุกคนล้วนอาจติดเชื้อนี้แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ตัวคุณเอง (Universal Precaution) ซึ่งก็คือการยกระดับสุขอนามัยของตัวเองให้สูงขึ้นกว่าปกติ ให้คิดเสียว่า ท่านอาจได้รับเชื้อนี้ไปแล้ว รวมถึงคนอื่น ๆ ด้วย ท่านจะต้องปฏิบัติตัวเองไม่ให้ตนติดเชื้อจากคนอื่น หรือไม่ให้ตัวเองไปแพร่เชื้อนี้ต่อ ทำให้เคร่งครัดจนเป็นวินัยประจำตัว จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลายลงครับ


อ้างอิง

[1] https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2084615
[2] https://themomentum.co/covid-19-route-of-transmission/
[3] https://news.thaipbs.or.th/content/289140
[4] https://ddc.moph.go.th/
[5] https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/870935
[6] https://www.bbc.com/thai/51898463
[7] https://www.isranews.org/thaireform/thaireform-documentary/85740-cov85740.html 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *