fbpx

Central Retail ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของไทย สู่บริษัทมหาชน ด้วย IPO ใหญ่ที่สุดในวงการตลาดหุ้นไทย

3 Point of Issue

– CRC ดำเนินธุรกิจ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น 36%, กลุ่มฮาร์ดไลน์ 21% และกลุ่มฟู้ด 43%
– CRC แลกหุ้น Robins โดยราคาเสนอหุ้นละ 66.50 บาท ต่อ 1 หุ้นของ Robins เพื่อนำ CRC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้หุ้น Robins เพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์
– CRC จะเป็นหุ้น IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งจัดให้เข้าไปรวมอยู่ในดัชนี SET 50 และ MSCI Global Standard Indexes


เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้เปิดตัวหุ้นน้องใหม่ IPO อย่าง บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชื่อย่อหุ้นว่า CRC โดยเปิดตลาดวันแรกของหุ้น CRC กลับทรงตัวอยู่ตามราคา IPO จนปิดตลาดราคาหุ้นต่ำกว่าราคาจอง 0.6% ลดลงอยู่ที่มาอยู่ที่ 41.75 บาท อันเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลให้หุ้น CRC ปรับตัวลดลง ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ “เซ็นทรัล รีเทล” ก่อนเข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชน เขาได้ทำธุรกิจอะไร รวมไปถึงเป้าหมายที่สำคัญ การขยายไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ และมีความเกี่ยวข้องกับในเครือเซ็นทรัลและอื่น ๆ ได้อย่างไร

CRC ดำเนินธุรกิจอะไร?

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ก่อตั้งเมื่อปี 2490 จากจุดเริ่มต้นในรูปแบบร้านค้าเล็ก ๆ ของครอบครัว ใจกลางกรุงเทพมหานคร ดำเนินกิจการโดย
นายเตียง จิราธิวัฒน์ ต่อมาในปี 2499 คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ บุตรชาย ได้ขยายกิจการจำหน่ายสินค้าทั่วไป
สู่ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของเซ็นทรัล จนกลายกลายมาเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย

เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) ในประเทศไทย และมีการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ อย่างประเทศอิตาลี และเวียดนาม นอกจากนี้ ยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบ Omni-Channel ในประเทศไทย ซึ่งช่วยเสิรมสร้างเครือข่ายร้านค้าปลีกของกลุ่มในเครือเซ็นทรัล และขยายฐานการให้บริการในการเข้าถึงผู้บริโภค

CRC แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก  

1) กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอางและของใช้ในบ้านอื่น ๆ ในรูปแบบห้างสรรพสินค้า และร้านขายสินค้าเฉพาะทางเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเปิดให้เช่าพื้นที่ค้าปลีก และมีรายได้ค่าเช่าผ่านห้างสรรพสินค้าและพลาซ่าของกลุ่มบริษัท โดยมีแบรนด์หลักที่สำคัญ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์, ซูเปอร์สปอร์ต, Central Marketing Group (CMG) และ รีนาเซนเต

2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งจำหน่ายสินค้าเฉพาะทาง ที่มุ่งเน้นไปที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งปรับปรุงบ้าน ในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม ซึ่งรวมถึง โทรทัศน์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ สินค้าไอทีอื่น ๆ โทรศัพท์ของเล่นไฮเทค อุปกรณ์เสริม และให้บริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ การจัดส่งถึงบ้าน การติดตั้ง ตลอดจนการดูแลและซ่อมแซม โดยมีแบรนด์หลักที่สำคัญ ได้แก่ ไทวัสดุ, บ้าน แอนด์ บียอนด์, เพาเวอร์บาย และ เหงียนคิม  

3) กลุ่มฟู้ด ซึ่งจำหน่ายอาหาร ของสดของแห้ง สินค้าออร์แกนิค สินค้าตามความจำเป็น และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่มีคุณภาพนานาชนิดในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าสะดวกซื้อ ทั้งที่นำเข้าจากต่างประเทศและจัดซื้อจากในพื้นที่ ตามกระแสด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคล่าสุด
โดยมีแบรนด์หลักที่สำคัญ ได้แก่ ท๊อปส์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, แฟมิลี่มาร์ท, บิ๊กซี ประเทศเวียดนาม และ ลานชี มาร์ท  

ณ วันที่ 30 กันยายนน 2562 กลุ่มบริษัทฯ มีร้านค้าในรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย จำนวน 1,922 ร้านค้า ครอบคลุม 51 จังหวัด ถือเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย สำหรับในต่างประเทศอย่าง เวียดนาม มีร้านค้าปลีกทั้งหมด 133 ร้านค้าใน 50 จังหวัด และอิตาลี มีห้างสรรพสินค้าทั้งหมด 9 แห่ง ใน 8 เมือง

นอกจากนี้ Central Retail ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Omni-channel ซึ่งเป็นการผสานช่องทางในการเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลาย ทั้งการซื้อสินค้าในร้านค้า ทางออนไลน์ ทางโทรศัพท์มือถือ และทางสื่อสังคม (Social Media) สามารถเข้าถึงและตอบความต้องการของลูกค้าสมัยใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่แสวงหาโอกาสใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าที่ผสานช่องทางการจำหน่ายสินค้าได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่ไปด้วย โดยมีรายละเอียดรูปแบบการใช้งานของ Omni-Channel ที่สำคัญดังต่อไปนี้

Web Store – เว็ปไซต์ที่ลูกค้าสามารถเลือกดูและเลือกซื้อสินค้าทั้งในรูปแบบสำหรับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

Click & Delivery – เป็นบริการที่ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ทางออนไลน์ และมีบริการจัดส่งถึงบ้าน โดยลูกค้าสามารถเลือกจะชำระสินค้าผ่านบัตรเครดิตทางออนไลน์เมื่อซื้อสินค้า หรือชำระสินค้าด้วยเงินสดได้เมื่อได้รับสินค้าที่จัดส่ง (Cash on Delivery)

Click & Collect – เป็นบริการที่ลูกค้าสามารถชำระสินค้าทางออนไลน์ และรับสินค้าได้ที่ร้านค้าสาขาหรือ ณ จุดรับสินค้าอื่นๆ ที่ลูกค้าเลือก

Reserve & Collect – เป็นบริการที่ลูกค้าสามารถจองสินค้าทางออนไลน์ และรับสินค้าและชำระสินค้าที่ร้านค้า โดยลูกค้าที่ใช้บริการนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการขายและการร่วมรายการอื่นๆ และสามารถตรวจสอบสภาพสินค้าหรือลองสินค้าที่ร้านค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าได้

Chat & Shop และ Rinascente On Demand – เป็นบริการผ่านระบบส่งข้อความทันที (Instant Messaging Service) โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้า และรับความช่วยเหลือในการเลือกซื้อสินค้าผ่านการส่งข้อความเกี่ยวกับพนักงานขายของกลุ่มบริษัทฯ ได้โดยตรง

e-Ordering – เป็นแพลตฟอร์มที่เพิ่มความสามารถในการให้บริการ ด้วยการให้พนักงานขายแต่รายมีแท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ หรือช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ไว้ใช้งานในร้านค้า ซึ่งช่วยให้พนักงานขายสามารถตอบคำถามหรือข้อสงสัยของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าที่อาจไม่ได้มีวางขายในร้านค้า

ผลการดำเนินงานของ CRC

จากผลประกอบการในรายงานประจำปีของ Central Retail ตั้งแต่ปี 2559 – 9 เดือน ปี 2562 โดยแบ่งรายได้จาก 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจแฟชั่น ธุรกิจฮาร์ดไลน์ และธุรกิจฟู้ด มีดังนี้

รายได้ของบริษัทฯในช่วงปี 2559-2561 โดยมีรายได้รวมของบริษัทฯ เท่ากับ 176,281 ล้านบาท 187,998 ล้านบาท และ 206,575 ล้านบาท ตามลำดับ และสำหรับงวดเก้าเดือนแรก ของปี 2561-2562 มีรายได้รวมของบริษัทฯ เท่ากับ 153,208 ล้านบาท และ 159,506 ล้านบาท ตามลำดับ โดยภาพรวมมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ส่วนใหญ่ได้รับปัจจัยมาจาก รายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการขายในร้านค้า ทางออนไลน์ Omni-channel และผ่านเคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้า และบริษัทฯ มีรายได้จากในช่วงปี 2559-2561 เท่ากับ 156,605 ล้านบาท 168,043 ล้านบาท 180,614 ล้านบาท ตามลำดับ และสำหรับงวดเก้าเดือนแรก ของปี 2561-2562 เท่ากับ 133,444 ล้านบาท 142,369 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้รายได้จากการขายของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจาก การขยายร้านค้า, การเติบโตของ SSSG และ การรวมธุรกิจบิ๊กซีและธุรกิจเหงียนคิมในประเทศเวียดนามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทฯ

กำไรขั้นต้นของบริษัทฯในช่วงปี 2559-2561 เท่ากับ 49,795 ล้านบาท 52,635 ล้านบาท และ56,343 ล้านบาท ตามลำดับ และสำหรับงวดเก้าเดือนแรก ของปี 2561-2562 กำไรขั้นต้นของบริษัทฯ เท่ากับ 41,082 ล้านบาท 43,329 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ ร้อยละ 30.5 ร้อยละ 29.9 ร้อยละ 29.8 ร้อยละ 29.5 และ ร้อยละ 29.1 ตามลำดับ โดยภาครวมอัตรากำไรขั้นต้นลดลง อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนรายได้จากกลุ่มฟู้ด และกลุ่มฮาร์ดไลน์ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น ที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มแฟชั่น

กำไรสำหรับงวดจากการดำเนินงานต่อเนื่องของบริษัทฯในช่วงปี 2559-2561 เท่ากับ 7,823 ล้านบาท 7,534 ล้านบาท และ 11,105 ล้านบาท ตามลำดับ และสำหรับงวดเก้าเดือนแรก ของปี 2561-2562 กำไรสำหรับงวดจากการดำเนินงานต่อเนื่อง เท่ากับ 8,767 ล้านบาท และ 5,860 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ ร้อยละ 4.4 ร้อยละ 4.0 ร้อยละ 5.4 ร้อยละ 5.7 และ ร้อยละ 3.7 ตามลำดับ โดยภาครวม อัตรากำไรสุทธิมีความผันผวน อันเนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงของอัตรากำไรขั้นต้น, ต้นทุนที่เกิดขึ้นใหม่จากค่าเช่าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้เช่าทรัพย์สินที่กลุ่มบริษัทฯ จำหน่ายออกไปให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องภายใต้การปรับโครงสร้างธุรกิจ แต่กลุ่มบริษัทฯ ยังคงเช่าทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ (โดยส่วนใหญ่คือทรัพย์สินที่ใช้ดำเนินธุรกิจของไทวัสดุ) ซึ่งต้นทุนดังกล่าวจะปรากฏในงบการเงินตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป และ กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ภายใต้การปรับโครงสร้างธุรกิจ

วัตถุประสงค์ และเป้าหมายในอนาคตของ CRC

Central Retail มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อในการใช้เงินระดมทุนคือ

1. ใช้เงินทุนในการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมีการปรับปรุงสาขาต่างๆ ได้แก่

  • การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์
  • การขยายสาขาของไทวัสดุ
  • การขยายสาขาของบิ๊กซี Go! ที่เวียดนาม
  • การปรับปรุงสาขาต่างๆ ของกลุ่มธุรกิจ

โดยใช้เงินประมาณ 10,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2563-2564

2. ชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงิน ประมาณ 8,536 – 19,665 ล้านบาท ภายในปี 2563

ทั้ง 2 ประเด็นที่มีวัตถุประสงค์ในการระดมทุน อยู่ที่ราว 18,536-29,665 ล้านบาท

เป้าหมายในอนาคตของ CRC ได้มีแผนในการขยายสาขาในกลุ่มธุรกิจหลัก มีดังนี้

  • กลุ่มแฟชั่น ภายในปี 2563 กลุ่มบริษัทฯ มีแผนที่จะดำเนินการขยายสาขาใหม่ของห้างโรบินสัน 1 สาขา และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ 3 สาขา รวมทั้งยังมีแผนที่จะดำเนินการขยายสาขาของซูเปอร์สปอร์ต จำนวนรวมทั้งสิ้น 40 สาขา และ Brandshop ของ CMG เพิ่มอีก 44 สาขา
  • กลุ่มฮาร์ดไลน์ ภายในปี 2563 กลุ่มบริษัทฯ มีแผนที่จะดำเนินการขยายสาขาใหม่ของ เพาเวอร์บาย 8 สาขา ไทวัสดุ 7 สาขา, บ้าน แอนด์ บียอนด์  2 สาขา และเหงียนคิม จำนวนรวมทั้งสิ้น 30 สาขา
  • กลุ่มฟู้ด ภายในปี 2563 กลุ่มบริษัทฯ มีแผนที่จะดำเนินการขยายสาขาใหม่ของ ซูเปอร์มาร์เก็ต 20 สาขา, ท็อปส์ เดลี่ 12 สาขา, แฟมิลี่มาร์ท 62 สาขา, บิ๊กซี เวียดนาม 8 สาขา และลานชี มาร์ท จำนวน 5 สาขา

CRC มีความเกี่ยวข้องกับ Robinson อย่างไร?

สำหรับในบทความนี้ ได้หยิบยกประเด็นระหว่างโรบินสันกับ Central Retail ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร รวมไปถึง Robins ถึงต้องเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์อย่างไร

บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือชื่อย่อหุ้นว่า ROBINS เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงในไทย ได้ขยายสาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดทั่วประเทศ จนเข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2535 ต่อมาได้ในปี 2538 ทางโรบินสันเปิดทางให้กลุ่มเซ็นทรัล เข้ามาถือหุ้นใหญ่ จนกระทั่งวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 ทาง ROBINS ได้แจ้งมติคณะกรรมการเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างธุรกิจและการเพิกถอนหลักทรัพย์ เพื่อเปิดทางให้ Central Retail เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีการเตรียมแผนแผนที่จะระดมทุนผ่านการทำ IPO พร้อมกับการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัทฯ ที่ถือโดยผู้ถือหุ้นรายอื่น โดยในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ หลังจากนั้น Central Retail ได้รับคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ Robins ตามช่วงอัตราแลกหุ้นเบื้องต้นที่ 1.39 – 1.66 หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ Robins ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2562 – 3 กุมภาพันธ์ 2563 โดยราคาเสนอหุ้นละ 66.50 บาท เพื่อเป็นการแลกหุ้น Central Retail ที่กำลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยตั้งราคากำหนด IPO อยู่ที่ 42 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดในประวัติศาสตร์วงการตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้หุ้นเดิมอย่าง Robins เพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จนถึงวันสุดท้าย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ราคาปิดที่ 19.50 บาท ลดลง 6.50 บาท (25.00%) ด้วยมูลค่าซื้อขาย 86.49 ล้านบาท

CRC ได้เข้าเทรดตลาดหุ้นวันแรก เปิดตัวไม่สวย

หลังจากที่ได้เข้าเปิดเสนอขายหุ้น IPO โดยใช้ชื่อหุ้นย่อว่า CRC ได้เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดหมวดอยู่ในหุ้นกลุ่มค้าปลีก เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในช่วงเปิดตลาดวันแรก หุ้น CRC ยังอยู่ในระดับทรงๆ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จนกระทั่งปิดตลาดอยู่ที่ 41.75 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาจองแค่ 0.6% อันเนื่องมาจากสภาพไม่เอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจในประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อภาครวมการบริโภค, ผลตอบแทนจากหุ้น IPO อยู่ในระดับที่ไม่ค่อยน่าสนใจ ส่งผลให้นักลงทุนยังกังวลและระมัดระวังการลงทุนในหุ้น IPO

อย่างไรก็ตาม ทางผู้บริหารของ Central Retail นายญนน์ โภคทรัพย์ กล่าวว่า “CRC จะเป็นหุ้น IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งจะได้รับการจัดให้เข้าไปรวมอยู่ในดัชนี SET 50 และ MSCI Global Standard Indexes ด้วยเกณฑ์ Fast-track นอกจากนี้ยังเป็นหุ้น IPO ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก สำหรับในแผนกลยุทธ์ของ CRC โดยการสร้างการเติบโตแบบ Organic ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีกที่รวมช่องทางออนไลน์-ออฟไลน์เข้าด้วยกัน และมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบ Inorganic โดยมีโอกาสควบรวมกิจการหรือเข้าซื้อกิจการที่น่าสนใจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีกไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้นักลงทุน”

โดยสรุป Central Retail หรือ CRC ผู้นำในธุรกิจค้าปลีกทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ทำธุรกิจหลัก อย่างแฟชั่น ฮาร์ดไลน์ และฟู้ด รวมทั้งได้ไปขยายสาขาในร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆ อีกทั้งเพิ่มช่องทาง Omni-Channel เพื่อตอบสนองความต้องการในการเลือกซื้อสินค้า ในการผสานกันระหว่างออนไลน์-ออฟไลน์ควบคู่ไปด้วย ในการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น รวมทั้งเป้าหมายอนาคตของ CRC พร้อมจะผลักดันการเติบโตทั้งแบบ Organic ในการขยายและปรับปรุงสาขาของแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อย่างประเทศเวียดนามและอิตาลี ซึ่งมีแผนการในการเพิ่มจำนวนร้านค้าที่ชัดเจน และ หาโอกาสในการร่วมกิจการและซื้อกิจการแบบ Inorganic ถือเป็นอีกหุ้นตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และเป็นชื่อแบรนด์ที่คุ้นเคยสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ คงจะต้องดูจับตากันต่อไปว่า Central Retail ดำเนินแผนเป้าหมายในอนาคต และสามารถตอบโจทย์ให้กับกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างไร คงต้องติดตามกันในหุ้น CRC ค่ะ


อ้างอิง
Thailand Investment Forum
The Standard
eFinance Thai
ประชาชาติธุรกิจ
ฐานเศรษฐกิจ
Stock2morrow
Central Retail Corporation

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *