fbpx

ภาวะพึ่งพา ‘จีน’ มากเกินไป พันธนาการทางเศรษฐกิจไทยที่ควรเฝ้าระวัง

3 Point of Issue.

– Trinh Nguyen นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย มองว่าเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูง เพราะพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป โดยเฉพาะจากจีน
– วิกฤตไวรัส COVID-19 เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่อาจเพิ่มความเสียหายทางเศรษฐกิจไทยมากยิ่งขึ้น มีการประมาณการว่าภาคเศรษฐกิจไทยอาจเสียหายได้ถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และไม่น่าเติบโตได้ถึง 5% ตามการคาดการณ์ของธนาคารโลก
– Nguyen ให้ความเห็นว่า ไทยควรกระจายความเสี่ยงการลงทุน เพิ่มช่องทางรายได้ทางเศรษฐกิจให้หลากหลายยิ่งขึ้น ลดการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวให้น้อยลง


สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือไข้หวัดโคโรนา ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยแล้ว นอกจากผลกระทบทางสาธารณสุข ประเด็นผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาจีนสูงในด้านการค้า และภาคการท่องเที่ยว

จีนจามครั้งเดียว ทำให้หลายภูมิภาคเป็นหวัด

สัดส่วนของจีนในการค้าโลกมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้สถานการณ์ไข้หวัด COVID-19 จากประเทศจีนมีอิทธิพลในทางลบต่อภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าโดยตรง ทั้งยังรวมถึงทุกประเทศในห่วงโซ่อุปทานการค้าของจีนซึ่งอีกด้วย ที่ผ่านมาเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโดขึ้นโดยอาศัยแรงหนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน แต่เพราะว่ามีสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง เมื่อถูกกระทบซ้ำอีกจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จึงยิ่งเป็นการซ้ำเติมประเทศในภูมิภาคนี้ รวมถึงประเทศไทยด้วย ให้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากผลเสียหายทางเศรษฐกิจดังกล่าวมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ GDP ไทย มาจากจีนในสัดส่วนที่สูง

ที่ผ่านมา Trinh Nguyen นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Natixis ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย ได้ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยซึ่งมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น พึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากประเทศจีน โดย Nguyen ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รายได้การท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มาจากนักท่องเที่ยวจีน คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 2.7% ของ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศจีนก็ประมาณการได้ว่า มีสัดส่วนอยู่ที่ราว ๆ 6% ของ GDP เมื่อประเมิน เมื่อประเมินถึงผลกระทบการวิกฤตโคโรนาที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยซบเซาลงจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงความเสียหายทางภาคการส่งออกด้วยแล้ว เธอจึงคาดว่ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยอาจพุ่งสูงได้ถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเธอประเมินไว้ว่า ปี 2563 นี้ เศรษฐกิจของประเทศไทยจะเติบโตได้เพียง 2.2% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารโลกประเมินไว้ที่ 5% มาก

สถิติแสดงสัดส่วนรายได้ของไทยที่มาจากจีน ปี 2561 (ที่มา : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย)

นโยบายกระชับมิตรกับจีน เพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทย

ก่อนหน้านี้ก็มีผู้แสดงความกังวลต่อความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาจีนมากเกินไป โดยเดอะสเตรตไทม์ส ซึ่งเป็นสื่อจากสิงคโปร์ ได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลไทย ที่เปิดรับการลงทุนและมีการกู้ยืมจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายหลักที่ชื่อ “Belt and Road หรือ BRI” ของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ของจีนในการสร้างเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 เชื่อมจีนกับประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกันด้วยระบบคมนาคมและระบบห่วงโซ่อุปทานที่จีนสร้างขึ้น โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความร่วมมือกับโครงการดังกล่าว ทำให้ต้องพึ่งพาการลงทุนจากจีนในสัดส่วนที่สูงมาก ที่สำคัญคือหนี้จากการกู้ยืมจากจีนในปริมาณมหาศาลที่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับสภาวะเศรษฐกิจไทย ประกอบกับเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยชุดนี้ที่พยายามผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมาขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกจากจีน จึงมีความเปราะบางต่อปัจจัยลบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับจีนมากกว่าปกติ

ไทยอาจเสียความสามารถในการปรับตัวทางเศรษฐกิจไปแล้ว

จากรายการด้านเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็สอดคล้องเป็นไปในทางเดียวกันว่า ประเทศไทย แม้ว่าจะมีสัดส่วนการพึ่งพาจากจีนอาจอยู่ในระดับปานกลาง และมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวทางเศรษฐกิจได้ดีระดับหนึ่ง แต่เพราะนโยบายหลักของรัฐที่เน้นการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับจีนค่อนข้างสูง จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มาเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยจากปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนที่ชะลอตัวจากวิกฤตการณ์โคโรนาได้ ซึ่งหากสถานการณ์โคโรนายังคงยืดเยื้อออกไปอีก อาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ราว 1% ทั้งนี้เป็นเพียงผลประเมินที่ครอบคลุมเฉพาะผลกระทบโดยตรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ไม่นับรวมผลกระทบภาคการส่งออกไทยที่เกิดจากอุปสงค์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของจีนที่ลดลง

“ควรกระจายความเสี่ยงบ้าง” ข้อแนะนำจากนักเศรษฐศาสตร์

แม้ว่าจะยังไม่มีข้อแนะนำแนวทางที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าว แต่ Trinh Nguyen ก็มีข้อแนะนำที่น่าสนใจว่า ไทยควรพลิกวิกฤตโคโรนาให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ประเด็นปัญหาความเปราะบางที่เกิดขึ้นนี้ ด้วยการกระจายความเสี่ยงให้มากขึ้นจากการเลือกลงทุนในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้มีช่องทางรายได้เข้าประเทศที่หลากหลายกว่านี้ อย่าเน้นเพียงแค่ภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ Nguyen ยังเสริมด้วยว่า ไทยควรพยายามเพิ่มจุดแข็งของตัวเองบ้าง ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก

ควรให้วิกฤตในครั้งนี้ เป็นบทเรียนแห่งชาติ

ประเทศไทยได้รับอิทธิพลในทางลบมาตั้งแต่ปี 2562 จากกรณีสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกา แม้เราจะอาจอ้างได้ ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับจีนล้วนได้รับผลกระทบ แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็นับว่าช่วยเตือนใจได้ดีว่า เรายังขาดจุดแข็งและจุดยืนทางเศรษฐกิจที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก ทำให้เราต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกในสัดส่วนมาก ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนในสัดส่วนที่สูง และภาคการส่งออกที่เรามีจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งจากกรณีของไวรัส COVID-19 ถือเป็นข้อสรุปท้ายบทเรียนที่ดี ที่เน้นย้ำให้ไทยต้องกลับมาพิจารณาตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรพัฒนาจุดแข็งของตัวเอง และเริ่มมองหาแนวทางการลงทุนอย่างอื่นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตัว และลดความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจในประเทศให้มากกว่านี้ได้แล้ว


อ้างอิง
Business Today
Twitter @Trinhnomics
กรุงเทพธุรกิจ
Voice TV
CNBC
TDRI
The Bangkok Insight

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *